การพัฒนาระบบการขนส่งทางราง
      
       การขนส่งระบบราง (Rail Transit System) เป็นการขนส่งที่พัฒนามานับตั้งแต่ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 การค้นพบเครื่องจักรไอน้ำได้ถูกพัฒนาต่อเนื่องมาควบคู่กับการปฏิวัติ อุตสาหกรรมในยุโรป เป็นการขนส่งที่รวดเร็วและมีบทบาทสูง สามารถเคลื่อนย้ายคน สิ่งของได้อย่างรวดเร็ว ปริมาณมาก และมีค่าใช้จ่ายต่ำ

      รถไฟ

       ปี รัตนโกสินทรศก 105 ตรงกับปี พ.ศ.2429 กิจการรถไฟได้ถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรก เมื่อรัฐบาลได้อนุมัติสัมปทานแก่บริษัทชาวเดนมาร์กให้สร้างทางรถไฟ จากกรุงเทพฯ ถึงสมุทรปราการ ระยะทาง 21 กิโลเมตร หลังจากนั้นในเดือนตุลาคม พ.ศ.2433 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งกรมรถไฟหลวงขึ้นสังกัดกระทรวงโยธาธิการ
เมื่อวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ.2439 พระองค์เสด็จทรงประกอบพระราชพิธีเปิดการเดินรถไฟระหว่างกรุงเทพฯ - อยุธยา ระยะทาง 71 กิโลเมตรซึ่งทางการได้ถือเอาวันนี้เป็นวัน สถาปนากิจการรถไฟหลวง

       ความ กว้างของรางเมื่อแรกสร้างทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นรางกว้าง 1.435 เมตร ระยะทางทั้งหมด 1,076 กิโลเมตร ส่วนทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเป็นรางกว้าง 1.00 เมตร ที่สร้างเป็นรางขนาด 1.00 เมตร ก็เพื่อให้มีขนาดเท่ากับของประเทศเพื่อนบ้านทั้งหลาย คือ มาเลเซีย พม่า และเขมร ต่อจากนั้นพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงให้เปลี่ยนรางขนาด 1.435 เมตร ทางฝั่งตะวันออกที่สร้างไปแล้วทั้งหมด เป็นขนาด 1.00 เมตร โดยใช้เวลาทั้งสิ้น 10 ปี แล้วเสร็จในปี พ.ศ.2469 และต่อมาในปี พ.ศ.2504 ได้เริ่มโครงการ Dieselization โดยทยอยจัดหารถจักร ดีเซลมาใช้แทนรถจักรไอน้ำซึ่งใช้เวลา 14 ปี จึงแล้วเสร็จ

       ใน ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 กิจการรถไฟประสบภัยสงครามอย่างหนักทรัพย์สินทั้งทางอาคาร รถจักร และล้อเลื่อนได้รับความเสียหายมากจำต้องเร่งบูรณะฟื้นฟูให้กลับสู่สภาพเดิม โดยเร็ว ถ้าจะอาศัยเงินลงทุนจากงบประมาณของรัฐแหล่งเดียวจะไม่ทันการณ์ รัฐบาลจึงต้องขอกู้เงินจากธนาคารโลกมาสมทบในระหว่างการเจรจากู้เงินนั้น ธนาคารโลกได้เสนอให้รัฐปรับปรุงองค์กรของกรมรถไฟหลวงให้มีอิสระกว่าที่เป็น อยู่ เพื่อให้เกิดความคล่องตัวในการบริหารกิจการในเชิงธุรกิจ กรมรถไฟหลวงจึงเปลี่ยนฐานะมาเป็นรัฐวิสาหกิจประเภทสาธารณูปการ ภายใต้ชื่อว่า การรถไฟแห่งประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2494 เป็นต้นมา โดยดำเนินการอยู่ภายใต้ พ.ร.บ.การรถไฟฯ ฉบับ พ.ศ. 2494 ซึ่งในหลักการรัฐคุมการแต่งตั้งและปลดผู้บริหาร คุมอัตราเงินเดือน - พนักงาน คุมอัตราค่าโดยสาร และค่าระวาง คุมการปิดเปิดเส้นทางและการบริการ และคุมการลงทุนทั้งหมด แต่หากดำเนินงานขาดทุนรัฐจะชดเชยให้เท่าจำนวนที่ขาดทุน

       ปัจจุบัน การคมนาคมขนส่งทางรถไฟยังมีการเปิดให้บริการอยู่และเป็นเส้นทางสำคัญที่มี ส่วนที่จะช่วยพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ เพราะเป็นระบบขนส่งที่มีต้นทุนต่ำ ปัจุบันได้มีการขยายเป็นรถไฟทางคู่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพทางด้านการขนส่ง



รถราง

       รถราง (Tramway) มีกำเนิดขึ้นในประเทศไทยตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ปี พ.ศ.2430 เป็นประเทศแรกในเอเชีย จาก พ.ศ.2431 จนถึง พ.ศ.2511 ร้อยกว่าปีที่เริ่มมีและสามสิบกว่าปีที่หมดไป สำหรับพาหนะที่มีวิ่งเป็นประเทศแรกในเอเชีย เมื่อเอ่ยถึง "รถราง" คนยุคปัจจุบันที่มีอายุไม่เกิน 30 ปี คงจะเคยเห็นกันแค่เท่าที่มีการเก็บรักษาไว้ในสถานที่ต่างๆ ทั้งของราชการและเอกชน แต่สำหรับผู้ที่มีระดับความแก่เกินกว่านั้น โดยเฉพาะพวก 40 ปีขึ้นไปอาจเห็นหรือได้เคยใช้บริการกันอยู่บ้างเมื่อตอนเด็กๆ รถรางหรือที่เรียกกันในภาษาอังกฤษว่า "Tramway" มีกำเนิดขึ้นในประเทศไทยตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 จากการก่อตั้งของชาวเดนมาร์ก เมื่อปี พ.ศ.2430 รถรางคันแรกนี้ไม่ได้แล่นได้ด้วยตัวของมันเอง แต่จะเคลื่อนที่ไปด้วยการใช้ม้าลากซึ่งได้เทียมม้าไว้ด้านหน้ารถ จากนั้นได้มีการเปิดดำเนินกิจการรถรางไฟฟ้า ในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2437 หลังจากที่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สองได้ประมาณ 5 ปี สัมปทานการเดินรถก็ได้สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ.2492 โดยรัฐบาลเข้ามาดำเนินกิจการต่อในนามของ บริษัท การไฟฟ้ากรุงเทพฯ จำกัด ในสังกัดของกรมโยธาเทศบาลและกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2493

       หลัง จากที่มีการพัฒนาบ้านเมืองเกิดขึ้นในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จึงได้มีโยบายที่จะให้เลิกเดินรถรางและรถสามล้อถีบในเขตพระนคร - ธนบุรี การเดินรถรางจึงค่อยๆ ลดบทบาทลงโดยการเลิกวิ่งจบสิ้นเด็ดขาดในเขตเมืองหลวงเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ.2511 นับเวลาที่มีการใช้งานรถรางได้ 80 ปี
รถรางแบ่งออกได้เป็น 2 แบบ
1.        แบบที่เป็นตัวถังไม้เปิดโล่ง และผืนผ้าใบที่ม้วนเก็บห้อยไว้กับขอบบนทั้งสองข้างสำหรับกันแดดกันฝุ่น
2.        แบบ ที่สองเป็นรุ่นที่นิยมเรียกกันว่า "ไอ้โม่ง" ตามรูปทรงของหลังคาที่มีความโค้งอยู่มากและยังจะสร้างตัวถึงด้วยโครงเหล็ก ซึ่งนับว่าทันสมัยมากในยุคนั้น


แถมท้ายด้วยเส้นทางเดินรถในอดีต
       เส้นทางการเดินรถรางในอดีต แบ่งการเดินรถเป็น 2 สาย
1.        เส้นทางรถรางสายสีลม
2.        เส้นทางรถรางสายปทุมวัน
ที่มา :  oknation.net

คลิกที่นี่ เพื่ออ่านต่อ

l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
l
ขนส่งทางถนน
ขนส่งทางน้ำ
บทสรุป
ขนส่งทางราง
ผู้จัดทำ
ผู้บรรยาย
หน้าหลัก
โครงการปริญญาโทฯ